เหล็กเส้น มีกี่ประเภท? สรุปข้อแตกต่าง RB และ DB พร้อมวิธีเลือกใช้งาน

เหล็กเส้น มีกี่ประเภท

หากเปรียบโครงสร้างอาคาร เป็นร่างกายของมนุษย์ คอนกรีต อาจเปรียบเสมือนกล้ามเนื้อ ที่ให้รูปทรง และความแข็งแกร่ง ในการรับแรงอัด แต่สิ่งที่ขาดไม่ได้เลย คือ “เหล็กเส้น” ซึ่งทำหน้าที่เปรียบเสมือน “กระดูก” ที่ซ่อนอยู่ภายใน หน้าที่สำคัญที่สุดของเหล็กเส้น คือการรับ “แรงดึง” (Tensile Strength) และยึดเกาะโครงสร้างทั้งหมด ไว้ด้วยกัน เพื่อให้บ้าน หรืออาคาร สามารถยืนหยัดอยู่ได้ โดยไม่พังทลายลงมา เมื่อต้องแบกรับน้ำหนักบรรทุก หรือเผชิญกับแรงสั่นสะเทือน จากภายนอก

อย่างไรก็ตาม ความเข้าใจผิด เกี่ยวกับประเภทของเหล็กเส้น มักเป็นจุดเริ่มต้นของหายนะ ในงานก่อสร้าง หลายครั้งที่เราพบปัญหาผู้รับเหมาลดต้นทุน หรือขาดความรู้ โดยการเลือกใช้เหล็กผิดประเภท ผิดเกรด หรือผิดขนาด เช่น การนำเหล็กเส้นกลมมาใช้ เป็นแกนเสาหลัก แทนเหล็กข้ออ้อย หรือการแอบสอดไส้ “เหล็กเบา” ที่ไม่ได้มาตรฐาน ซึ่งอันตรายเหล่านี้ เป็นสิ่งที่มองไม่เห็นด้วยตาเปล่า เมื่อมีการเทปูนทับไปแล้ว แต่ผลลัพธ์ คือโครงสร้างที่เปราะบาง และเสี่ยงต่อการวิบัติ (Collapse) ในระยะยาว

เพื่อให้เจ้าของบ้าน และผู้เกี่ยวข้อง มีความเข้าใจที่ถูกต้อง ตรงตามมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม (มอก.) คำตอบของคำถามที่ว่า เหล็กเส้นมีกี่ประเภทนั้น สรุปได้ชัดเจนว่า ในงานก่อสร้างไทยแบ่งออกเป็น 2 ประเภทหลัก ได้แก่ เหล็กเส้นกลม (Round Bars – RB) และเหล็กข้ออ้อย (Deformed Bars – DB) โดยเหล็กทั้งสองชนิดนี้ มีรูปร่าง เกรดความแข็งแรง (Yield Strength) และหน้าที่ในโครงสร้าง ที่แตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง ซึ่งบทความนี้ จะพาคุณไปเจาะลึกวิธีแยกประเภท และการเลือกใช้งานให้ปลอดภัย ที่สุดครับ

ประเด็นสำคัญ

  • เลือกใช้ให้ถูกหน้าที่ : เหล็กเส้นกลม (RB) มีหน้าที่ทำ “เหล็กปลอก” รัดเสา/คาน ส่วน เหล็กข้ออ้อย (DB) มีหน้าที่เป็น “แกนหลัก” รับน้ำหนักโครงสร้าง ห้ามนำมาใช้สลับกันเด็ดขาด
  • เกรดเหล็ก ห้ามลดสเปก : เหล็กข้ออ้อย มีหลายความแข็ง SD30 เหมาะกับบ้านทั่วไป แต่ถ้าแบบระบุ SD40 ต้องใช้ตามนั้น ห้ามลดเกรด เพราะจะทำให้โครงสร้าง รับน้ำหนัก ไม่ได้ตามคำนวณ
  • วิธีเช็กของแท้ : เหล็กเต็มมาตรฐานต้องมี “ตัวนูน” ระบุ ยี่ห้อ/ขนาด/เกรด บนเนื้อเหล็กชัดเจน และต้องมี มอก. ห้ามใช้ “เหล็กเบา” หรือเหล็กรีโรล เพราะเสี่ยงบ้านพัง

สารบัญเนื้อหา

1. เหล็กเส้นกลม (Round Bars – RB) : พระรองงานโครงสร้าง

2. เหล็กข้ออ้อย (Deformed Bars – DB) : กระดูกสันหลังของอาคาร

3. เจาะลึกเกรดเหล็ก SD30, SD40 และ SD50 ต่างกันอย่างไร

4. วิธีดูเหล็กเต็ม vs เหล็กเบา (เหล็กโรงใหญ่ vs เหล็กโรงเล็ก)

5. คำถามที่พบบ่อย เกี่ยวกับเหล็กเส้น (FAQ)

6. บทสรุป : อย่าประหยัดกับ “กระดูก” ของบ้าน

1. เหล็กเส้นกลม (Round Bars – RB) : พระรองงานโครงสร้าง

ประเภทแรก คือ เหล็กเส้นกลม หรือที่ในภาษาช่างเรียกย่อๆ ว่า “เหล็ก RB” (เช่น RB6, RB9) มีลักษณะทางกายภาพ ที่สังเกตได้ง่าย คือ มีผิวเรียบเกลี้ยงตลอดทั้งเส้น ไม่มีบั้ง หรือครีบใดๆ หน้าตัดเป็นวงกลม โดยทั่วไป จะมีขนาดเส้นผ่านศูนย์กลางขนาดเล็ก ได้แก่ 6 มม., 9 มม., 12 มม. ไปจนถึง 25 มม. (แต่ในงานบ้านทั่วไปจะใช้แค่ 6 และ 9 มม. เป็นหลัก) ผลิตภายใต้มาตรฐาน มอก. 20-2559

สเปก และความแข็งแรง (Grade SR24) เกรดมาตรฐานของเหล็กกลม ในประเทศไทย คือ SR24

  • SR ย่อมาจาก Round Bar
  • 24 หมายถึงค่ากำลังรับแรงดึงที่จุดคราก (Yield Strength) ไม่ต่ำกว่า 2,400 กิโลกรัม/ตารางเซนติเมตร (ksc)

หน้าที่หลัก ในงานก่อสร้าง : เนื่องจากผิวที่เรียบทำให้ “แรงยึดเกาะ” (Bonding) ระหว่างเหล็กกับคอนกรีตมีน้อยกว่าเหล็กข้ออ้อย เหล็ก RB จึงไม่ถูกนำมาใช้เป็นแกนหลัก ในการรับน้ำหนักของอาคารสูง แต่จะรับบทเป็น “พระรอง” ที่สำคัญขาดไม่ได้ ได้แก่

  1. เหล็กปลอก (Stirrups) : ใช้ดัดเป็นวงสี่เหลี่ยม เพื่อรัดรอบเหล็กแกนเสา และคาน ช่วยป้องกันไม่ให้เสาระเบิดออก เมื่อรับน้ำหนัก และช่วยต้านทานแรงเฉือน
  2. เหล็กเสริมรอง : ใช้ในโครงสร้างที่รับน้ำหนักน้อย เช่น พื้นทางเดินเท้า, พื้นถนนคอนกรีต, หรือลานซักล้าง (Slab on Ground)

ข้อควรระวัง : ห้ามนำเหล็กกลมมาใช้เป็น “เหล็กแกนหลัก” ของเสา และคานในอาคารเด็ดขาด (ยกเว้นงานโครงสร้างขนาดเล็กมากๆ ที่วิศวกรคำนวณไว้แล้ว) เพราะแรงยึดเกาะไม่เพียงพอ อาจทำให้โครงสร้างวิบัติได้ง่าย เมื่อเกิดการสั่นสะเทือน

2. เหล็กข้ออ้อย (Deformed Bars – DB) : กระดูกสันหลังของอาคาร

ประเภทที่สอง คือ เหล็กข้ออ้อย หรือที่เรียกย่อว่า “เหล็ก DB” (เช่น DB12, DB16) ถือเป็นพระเอกตัวจริงของงานวิศวกรรมโครงสร้าง ลักษณะทางกายภาพ จะแตกต่างจากเหล็กกลมอย่างชัดเจน คือที่ผิวของเหล็ก จะมีสันนูนเป็นบั้ง (Transverse Ribs) และมีครีบยาว (Longitudinal Ribs) ตลอดทั้งเส้น มองดูคล้ายกับ “ลำต้นอ้อย” ซึ่งเป็นที่มาของชื่อเรียก ผลิตภายใต้มาตรฐาน มอก. 24-2559 โดยมีขนาดเส้นผ่านศูนย์กลางเริ่มต้นตั้งแต่ 10 มม. ไปจนถึง 40 มม. หรือมากกว่า

ทำไมต้องมี “บั้ง”? (The Power of Bonding) บั้ง และครีบเหล่านี้ ไม่ได้มีไว้ เพื่อความสวยงาม แต่ถูกออกแบบมา ตามหลักวิศวกรรม เพื่อเพิ่ม “แรงยึดเกาะ” (Bonding Strength) ระหว่างผิวเหล็กกับเนื้อคอนกรีต บั้งจะทำหน้าที่เหมือน “สมอ” ที่เกาะเกี่ยวเนื้อปูนไว้ ไม่ให้เหล็กเกิดการรูด หรือลื่นไถล (Slippage) ภายในเสา หรือคาน เมื่อต้องรับน้ำหนักมหาศาล หรือเจอกับแรงสั่นสะเทือน

หน้าที่หลักในงานก่อสร้าง : ด้วยคุณสมบัติการรับแรงดึง และการยึดเกาะที่สูงมาก เหล็กข้ออ้อย จึงถูกกำหนดให้ใช้เป็น “โครงสร้างหลัก” (Main Reinforcement) ของอาคาร ได้แก่

  1. เหล็กแกนเสา (Columns) และคาน (Beams) : รับแรงอัด และแรงดึงหลักของอาคาร
  2. ฐานราก (Footings) : รับน้ำหนักทั้งหมดของบ้าน ถ่ายลงสู่เสาเข็ม
  3. โครงสร้างขนาดใหญ่ : สะพาน, เขื่อน, อาคารสูง, และงานถนนคอนกรีต

สเปก และความแข็งแรง (Grades SD30, SD40, SD50) : ต่างจากเหล็กกลม ที่มีเกรดเดียว เหล็กข้ออ้อย มีความแข็งแรง ให้เลือกหลายระดับ ตามความเหมาะสมของงาน ซึ่งเป็นจุดที่คนซื้อเหล็กมักสับสน และเราจะเจาะลึกในหัวข้อถัดไปครับ

เจาะลึกเกรดเหล็ก SD30, SD40 และ SD50 ต่างกันอย่างไร

สำหรับเหล็กข้ออ้อย (DB) นั้น ตัวอักษร “SD” ย่อมาจาก Steel Deformed Bar ส่วนตัวเลขด้านหลัง คือค่า Yield Strength (หน่วย ksc) ยิ่งตัวเลขสูง เหล็กยิ่งรับน้ำหนักได้มาก แต่ก็แลกมาด้วยความแข็งที่มากขึ้น ซึ่งทำให้ดัดโค้งได้ยากขึ้น การเลือกใช้เกรดผิดสเปก มีผลโดยตรงต่อความปลอดภัย และต้นทุนครับ

1. เหล็กเกรด SD30 (Standard Strength)

  • ค่ากำลังรับแรงดึง : ไม่ต่ำกว่า 3,000 ksc (กิโลกรัม/ตร.ซม.)
  • ลักษณะเด่น : เป็นเกรดเริ่มต้นของเหล็กข้ออ้อย มีความแข็งแรงเพียงพอ สำหรับงานบ้านพักอาศัยทั่วไป และมีความ “เหนียว” (Ductility) สูง ทำให้ช่างสามารถดัดโค้งงอ (Bending) หน้างานได้ง่าย ด้วยเครื่องมือพื้นฐาน
  • เหมาะสำหรับ : บ้านพักอาศัย 1-2 ชั้น, อาคารพาณิชย์ขนาดเล็ก, งานถนนทั่วไป

2. เหล็กเกรด SD40 (High Strength)

  • ค่ากำลังรับแรงดึง : ไม่ต่ำกว่า 4,000 ksc
  • ลักษณะเด่น : เป็น “มาตรฐานอุตสาหกรรม” ที่นิยมใช้กันมาก ที่สุด ในปัจจุบัน รับน้ำหนักได้มากกว่า SD30 ถึง 33% ในขนาดหน้าตัดเท่ากัน ทำให้วิศวกร สามารถออกแบบโครงสร้างให้เล็กลง หรือลดจำนวนเส้นเหล็กในเสาลงได้ แต่เนื้อเหล็กจะมีความแข็งกว่า ทำให้ดัดยากกว่า ต้องใช้เครื่องดัดไฮดรอลิก ช่วยในบางขนาด
  • เหมาะสำหรับ : คอนโดมิเนียม, อาคารสูง, ห้างสรรพสินค้า, โรงงานอุตสาหกรรม, และบ้านเดี่ยวหลังใหญ่ ที่วิศวกร ต้องการความแข็งแรงพิเศษ

3. เหล็กเกรด SD50 (Extra High Strength)

  • ค่ากำลังรับแรงดึง : ไม่ต่ำกว่า 5,000 ksc
  • ลักษณะเด่น : เป็นเหล็กกำลังสูงพิเศษ เนื้อเหล็กแข็ง และเปราะกว่าเกรดอื่นมาก ดัดโค้งยากที่สุด
  • เหมาะสำหรับ : โครงสร้างขนาดใหญ่มาก (Mega Projects) เช่น ตึกระฟ้า, สะพานข้ามแม่น้ำ, อุโมงค์รถไฟฟ้า หรืองานที่ต้องการรับน้ำหนักมหาศาล ในพื้นที่จำกัด

ตารางเปรียบเทียบการรับน้ำหนัก (ตัวอย่าง) : สมมติเสาต้นหนึ่งรับน้ำหนัก 100 ตัน

  • ถ้าใช้เหล็ก SD30 : อาจต้องใช้เหล็ก DB25 จำนวน 8 เส้น
  • ถ้าเปลี่ยนเป็น SD40 : อาจลดเหลือใช้เหล็ก DB25 เพียง 6 เส้น ก็รับน้ำหนักได้เท่ากัน (ประหยัดค่าเหล็ก และค่าแรงได้มากกว่า)

วิธีดูเหล็กเต็ม vs เหล็กเบา (เหล็กโรงใหญ่ vs เหล็กโรงเล็ก)

หนึ่งในกลโกง ที่น่ากลัว ที่สุด ในวงการก่อสร้าง คือการใช้ “เหล็กเบา” หรือ “เหล็กรีโรล” (Re-rolled Steel) ซึ่งมักเกิดจากการนำเศษเหล็กเก่า มาหลอม และรีดใหม่ โดยไม่ได้มาตรฐาน ทำให้เนื้อเหล็กเปราะ มีฟองอากาศ และรับน้ำหนักไม่ได้ตามสเปก เพื่อความปลอดภัย เจ้าของบ้านควรตรวจสอบด้วย 3 วิธีง่ายๆ ดังนี้ครับ

1. อ่าน “รหัสลับ” บนเนื้อเหล็ก (Embossed Markings)

เหล็กเส้นมาตรฐาน มอก. (หรือที่เรียกว่า “เหล็กโรงใหญ่”) จะต้องมีตัวหนังสือนูน ประทับอยู่บนผิวเหล็ก ทุกระยะประมาณ 1 เมตร โดยต้องระบุข้อมูลสำคัญ 4 อย่างชัดเจน

  • ชื่อยี่ห้อ/โรงงาน : เป็นตัวย่อ หรือโลโก้ของผู้ผลิต
  • ขนาดหน้าตัด (Diameter) : เช่น RB9 (กลม 9 มม.), D12 (ข้ออ้อย 12 มม.), D16 (ข้ออ้อย 16 มม.)
  • เกรดความแข็งแรง (Grade) : เช่น SD30, SD40, SD50 (ถ้าเป็นเหล็กกลม มักจะไม่ระบุ เพราะมีเกรดเดียว คือ SR24)
  • กรรมวิธีการผลิต : เช่น T (Tempcore) ซึ่งเป็นการผลิตแบบอบความร้อน

จุดสังเกต : หากเป็นเหล็กเบา หรือเหล็กโนเนม มักจะไม่มีตัวหนังสือเหล่านี้ หรือปั๊มมาเลือนลางจนอ่านไม่ออก

2. ขอดู “ใบเซอร์” (Mill Certificate)

สำหรับการสั่งซื้อจำนวนมาก อย่าลืมขอ Mill Certificate หรือใบรับรองคุณภาพจากผู้ขาย ซึ่งเปรียบเสมือนใบสูติบัตรของเหล็ก ล็อตที่ส่งมาหน้างานต้องมีเลข Heat Number (เลขล็อตการผลิต) ตรงกับในใบเซอร์ เพื่อยืนยันว่า เป็นเหล็กที่ผ่านการทดสอบแรงดึง และส่วนผสมทางเคมี ตามมาตรฐาน มอก. แล้ว

3. สังเกตการดัด (Bend Test)

วิธีทดสอบหน้างานแบบบ้านๆ คือการสังเกตตอนช่างดัดเหล็ก

  • เหล็กเต็ม (มาตรฐาน) : เนื้อเหล็กจะมีความเหนียว (Ductility) เมื่อดัดโค้งแล้วผิวเหล็กจะตึงเรียบ ไม่ปริแตก
  • เหล็กเบา (ไม่ได้มาตรฐาน) : เนื้อเหล็ก มักจะเปราะ (Brittle) เมื่อออกแรงดัด ผิวตรงรอยพับ มักจะเกิดรอยปริแตก หรือหักเปรี้ยงออกจากกันทันที ซึ่งอันตรายมาก หากนำไปรับแรงแผ่นดินไหว

คำถามที่พบบ่อย เกี่ยวกับเหล็กเส้น (FAQ)

เพื่อให้ง่ายต่อการอ่าน และการค้นหาข้อมูล นี่ คือสรุปคำถามยอดฮิต ที่เจ้าของบ้าน และช่างมือใหม่ มักสงสัย โดยแยกประเด็นให้ชัดเจนครับ

สร้างบ้านพักอาศัย 2 ชั้น จำเป็นต้องใช้เหล็กเกรด SD40 หรือใช้แค่ SD30 ก็พอ?

โดยทั่วไปแล้ว สำหรับบ้านพักอาศัยขนาดเล็ก 1-2 ชั้น เหล็กข้ออ้อยเกรด SD30 ถือว่ามีความแข็งแรงเพียงพอ ตามมาตรฐานวิศวกรรม และประหยัดงบประมาณได้ดีกว่าครับ เนื่องจากเหล็ก SD30 มีความนิ่มกว่า ทำให้ช่างหน้างานสามารถตัด และดัด (Bending) ด้วยมือ หรือเครื่องมือพื้นฐานได้สะดวก รวดเร็ว

อย่างไรก็ตาม หากวิศวกรผู้ออกแบบ ระบุในแบบพิมพ์เขียวว่า ต้องใช้ SD40 คุณต้องปฏิบัติตามอย่างเคร่งครัด ห้ามลดสเปกเป็น SD30 เด็ดขาด สาเหตุที่วิศวกรเลือก SD40 อาจเป็นเพราะต้องการลดขนาดหน้าตัดของเสา และคานให้เล็กลง เพื่อความสวยงาม (Slim design) หรือบ้านมีช่วงพาดกว้าง (Long span) ที่ต้องรับน้ำหนักมาก การเปลี่ยนเกรดเหล็ก โดยพลการ จะทำให้โครงสร้าง รับแรงไม่ได้ตามที่คำนวณไว้ เสี่ยงต่อการพังทลาย

สามารถนำเหล็กข้ออ้อย (DB) มาทำเป็น “เหล็กปลอก” แทนเหล็กกลม (RB) ได้ หรือไม่?

ทำได้ และดีกว่ามากในแง่ความแข็งแรงครับ การใช้เหล็กข้ออ้อย ทำเหล็กปลอก จะช่วยเพิ่มแรงยึดเกาะ ระหว่างคอนกรีตกับเหล็ก ได้ดีกว่าเหล็กกลมผิวเรียบ และช่วยต้านทานแรงสั่นสะเทือน จากแผ่นดินไหว ได้ดีเยี่ยม จึงมักพบเห็นได้ในงานก่อสร้างอาคารสูง คอนโดมิเนียม หรือในพื้นที่เสี่ยงภัยแผ่นดินไหว

แต่สาเหตุที่ไม่นิยมใช้กับบ้านทั่วไป เพราะ “ทำงานยาก และเปลืองค่าแรง” ครับ เหล็กข้ออ้อยมีความแข็งมาก การจะนำมาดัดเป็นวงสี่เหลี่ยมเล็กๆ จำนวนร้อยๆ วง ต้องใช้เครื่องจักรดัด (Bar Bender) เท่านั้น หากใช้แรงคนดัด จะช้า และเหนื่อยมาก ผู้รับเหมาส่วนใหญ่ จึงนิยมใช้เหล็กกลม (RB6 หรือ RB9) ซึ่งดัดง่ายกว่า และราคาประหยัดกว่า สำหรับงานบ้านทั่วไป

เหล็กเส้นที่เป็นสนิม ยังสามารถนำมาใช้งานก่อสร้างได้จริง หรือ?

เรื่องนี้ต้องดูที่ “ระดับความลึกของสนิม” เป็นสำคัญครับ แบ่งเป็น 2 กรณี

  1. สนิมผิว (Mill Scale) : หากเหล็ก มีสีส้มแดง หรือน้ำตาลอ่อนๆ จากการโดนความชื้นในอากาศ แต่เมื่อใช้แปรงลวดขัด หรือใช้ผ้าเช็ด แล้วคราบสนิมหลุดออก และเนื้อเหล็กข้างในยังเรียบเนียน กรณีนี้ สามารถใช้งานได้ตามปกติครับ และในทางทฤษฎี สนิมผิวบางๆ นี้ จะช่วยเพิ่มแรงเสียดทาน ในการยึดเกาะกับปูน ได้ดีขึ้นเล็กน้อยด้วยซ้ำ
  2. สนิมขุม (Pitting Corrosion) : หากเหล็ก มีสนิมกินลึก เป็นแผ่นหนาๆ เคาะแล้วร่วงกราวเป็นเศษผง หรือเนื้อเหล็กถูกกัดกร่อน จนเป็นหลุมขรุขระ หน้าตัดเหล็กหายไป กรณีนี้ ห้ามใช้งานเด็ดขาด เพราะเหล็กสูญเสียความสามารถในการรับแรงดึงไปแล้ว หากฝืนใช้ไป อาคารอาจร้าว หรือพังได้ครับ

ข้อแนะนำ : หากพบสนิมผิว ควรให้ช่างใช้แปรงลวด ขัดทำความสะอาดคราบสนิมออก ให้มาก ที่สุด ก่อนเทคอนกรีต เพื่อป้องกันปฏิกิริยาลุกลาม ในอนาคต

บทสรุป : อย่าประหยัดกับ “กระดูก” ของบ้าน

การเข้าใจความแตกต่างระหว่าง เหล็กเส้นกลม (RB) และ เหล็กข้ออ้อย (DB) ไม่ใช่เรื่องไกลตัว สำหรับวิศวกรเท่านั้น แต่เป็นความรู้พื้นฐานสำคัญ ที่ช่วยให้เจ้าของบ้าน สามารถตรวจสอบงานก่อสร้าง และคุ้มครองความปลอดภัยของตนเองได้

พึงระลึกไว้เสมอว่า “เหล็กเส้นเปรียบเสมือนกระดูกของบ้าน” การที่ผู้รับเหมา หรือเจ้าของบ้าน พยายามลดต้นทุน เพียงไม่กี่พันบาท ด้วยการเลือกใช้เหล็กผิดประเภท ผิดเกรด หรือแอบใช้ “เหล็กเบา” ที่ไม่ได้มาตรฐาน อาจแลกมาด้วยความเสี่ยงมหาศาลในอนาคต ทั้งปัญหาผนังแตกร้าว โครงสร้างทรุดตัว หรือร้ายแรงที่สุด คือการวิบัติของอาคาร เมื่อเกิดภัยธรรมชาติ

ดังนั้น เพื่อความอุ่นใจ และมั่นคง ในระยะยาว

  1. ปฏิบัติตามแบบ : เลือกใช้ชนิด และเกรดเหล็ก ตามที่วิศวกรโครงสร้าง ระบุอย่างเคร่งครัด
  2. ตรวจสอบหน้างาน : สละเวลาตรวจสอบตัวนูนบนเนื้อเหล็ก ก่อนเทคอนกรีตเสมอ
  3. มองหา มอก. : เลือกซื้อเฉพาะเหล็ก ที่มีเครื่องหมายมาตรฐาน ผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม (มอก.) เท่านั้น

 Line ID : @Steelekk

 โทร : 065-940-3065